สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินวิทยฐานะ

Lorem ipsum dolor sit amet, consetetur sadipscing elitr, sed diam nonumy eirmod tempor invidunt ut labore et dolore magna aliquyam erat, sed diam voluptua. Lorem ipsum dolor sit amet, consetetur sadipscing elitr


สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินวิทยฐานะ  ตามหลักเกณฑ์ ว 17

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: สร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับการประเมินวิทยฐานะ ตาม ว 17/2552 (1)

ศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการ ก.ค.ศ.

สถานี ก.ค.ศ. ฉบับวันนี้จะได้พูดถึงเรื่อง ปัญหาที่พบจากการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามที่ ก.ค.ศ.ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ ตาม ว 17/2552 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นมา ได้มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษายื่นคำขอมีวิทยฐานะชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ในสายงานการสอน สายงานบริหารสถานศึกษา สายงานบริหารการศึกษา และสายงานนิเทศการศึกษาแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดให้มีการประเมิน 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านที่ 2 ด้านความรู้ ความสามารถ และด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และส่วนที่ 2 ผลงานทางวิชาการ โดยในการประเมินวิทยฐานะชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ ก.ค.ศ.ได้มอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/ส่วนราชการ เป็นผู้ดำเนินการ สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงาน ก.ค.ศ.เป็นผู้ดำเนินการนั้น
เนื่องจาก สำนักงาน ก.ค.ศ.พบว่า การประเมินด้านที่ 1 และ ด้านที่ 2 ในทุกวิทยฐานะ ส่วนใหญ่มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ ส่วน การประเมินด้านที่ 3 สำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ /ส่วนราชการได้รายงานผลการประเมินให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ทราบ ปรากฏว่าประมาณร้อยละ 80 มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ แต่สำหรับการประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษ ส่วนใหญ่ข้าราชการครูที่เสนอขอรับการประเมินจะไม่ผ่านการประเมินด้านที่ 3 โดยได้พบปัญหา ดังนี้

1. ข้าราชการครูอาจไม่ได้ศึกษาและทำความเข้าใจหลักเกณฑ์และวิธีการ รวมทั้งคู่มือการประเมิน ซึ่งจะมีรายละเอียดตัวชี้วัดต่างๆ อย่างชัดเจนให้เข้าใจก่อนยื่นคำขอรับการประเมิน จึงขาดการเตรียม ความพร้อมที่จะรับการประเมิน ทำให้ผลการปฏิบัติงานด้านที่ 3 ทั้ง 2 ส่วนไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด

2.  ก.ค.ศ.กำหนดให้ผู้ขอรับการประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ต้องเสนอผลงานวิจัย วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องเสนอผลงานวิจัยและพัฒนา สำหรับสายงานการสอนไม่ให้นำแผนการจัดการเรียนรู้มาเสนอเป็นผลงานทางวิชาการ (เนื่องจากได้ใช้ประเมินในด้านที่ 2 แล้ว) ซึ่งข้าราชการครูส่วนมากเสนอผลงานทางวิชาการให้ ก.ค.ศ.พิจารณา ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น เสนอผลงานวิชาการอื่นทั้ง 2 รายการ โดยไม่มีงานวิจัย หรือเสนอแผนการจัดการเรียนรู้เป็นผลงานทางวิชาการ เป็นต้น

3.การประเมินด้านที่ 3 ส่วนที่ 1 ผลการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานในทุกสายงาน พบว่า ข้าราชการครูรายงานผลการปฏิบัติงานตามแบบที่ ก.ค.ศ.กำหนด ส่วนใหญ่ข้อมูลที่รายงานมาจะมีผลการประเมินอยู่ในระดับคุณภาพ 4 เกือบทุกตัวบ่งชี้ แต่ผู้เสนอขอไม่ได้แนบข้อมูล/เอกสารหลักฐานที่จะนำมาสนับสนุนหรือยืนยันผลการรายงานดังกล่าวได้อย่างชัดเจน จึงทำให้ไม่สามารถให้คะแนนในข้อดังกล่าวได้ เช่น สายงานการสอน รายงานค่าทีเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนหลังเรียน อยู่ในระดับคุณภาพ 4 แต่ไม่ได้แนบหลักฐานผลการสอบนักเรียนก่อนเรียน-หลังเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน การคิดคำนวณค่าทีเฉลี่ยก่อนเรียน-หลังเรียน หรือเอกสาร/หลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง มาเพื่อประกอบการพิจารณา

ซึ่งสถานี ก.ค.ศ.ใน ฉบับหน้า สำนักงานจะได้นำเสนอตัวอย่างและปัญหาที่พบของสายงานบริหารสถานศึกษา ให้ผู้บริหารและเพื่อนครูได้รับทราบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเสนอขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะต่อไป แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ

ขอขอบคุณที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

สถานี ก.ค.ศ. ฉบับวันนี้จะได้พูดถึงเรื่อง ปัญหาที่พบจากการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามที่ ก.ค.ศ.ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ ตาม ว 17/2552 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นมา ได้มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษายื่นคำขอมีวิทยฐานะชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ในสายงานการสอน สายงานบริหารสถานศึกษา สายงานบริหารการศึกษา และสายงานนิเทศการศึกษาแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดให้มีการประเมิน 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านที่ 2 ด้านความรู้ ความสามารถ และด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และส่วนที่ 2 ผลงานทางวิชาการ โดยในการประเมินวิทยฐานะชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ ก.ค.ศ.ได้มอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/ส่วนราชการ เป็นผู้ดำเนินการ สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงาน ก.ค.ศ.เป็นผู้ดำเนินการนั้น
เนื่องจาก สำนักงาน ก.ค.ศ.พบว่า การประเมินด้านที่ 1 และ ด้านที่ 2 ในทุกวิทยฐานะ ส่วนใหญ่มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ ส่วน การประเมินด้านที่ 3 สำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ /ส่วนราชการได้รายงานผลการประเมินให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ทราบ ปรากฏว่าประมาณร้อยละ 80 มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ แต่สำหรับการประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษ ส่วนใหญ่ข้าราชการครูที่เสนอขอรับการประเมินจะไม่ผ่านการประเมินด้านที่ 3 โดยได้พบปัญหา ดังนี้
1.ข้าราชการครูอาจไม่ได้ศึกษาและทำความเข้าใจหลักเกณฑ์และวิธีการ รวมทั้งคู่มือการประเมิน ซึ่งจะมีรายละเอียดตัวชี้วัดต่างๆ อย่างชัดเจนให้เข้าใจก่อนยื่นคำขอรับการประเมิน จึงขาดการเตรียม ความพร้อมที่จะรับการประเมิน ทำให้ผลการปฏิบัติงานด้านที่ 3 ทั้ง 2 ส่วนไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด
2.ก.ค.ศ.กำหนดให้ผู้ขอรับการประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ต้องเสนอผลงานวิจัย วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องเสนอผลงานวิจัยและพัฒนา สำหรับสายงานการสอนไม่ให้นำแผนการจัดการเรียนรู้มาเสนอเป็นผลงานทางวิชาการ (เนื่องจากได้ใช้ประเมินในด้านที่ 2 แล้ว) ซึ่งข้าราชการครูส่วนมากเสนอผลงานทางวิชาการให้ ก.ค.ศ.พิจารณา ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น เสนอผลงานวิชาการอื่นทั้ง 2 รายการ โดยไม่มีงานวิจัย หรือเสนอแผนการจัดการเรียนรู้เป็นผลงานทางวิชาการ เป็นต้น
3.การประเมินด้านที่ 3 ส่วนที่ 1 ผลการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานในทุกสายงาน พบว่า ข้าราชการครูรายงานผลการปฏิบัติงานตามแบบที่ ก.ค.ศ.กำหนด ส่วนใหญ่ข้อมูลที่รายงานมาจะมีผลการประเมินอยู่ในระดับคุณภาพ 4 เกือบทุกตัวบ่งชี้ แต่ผู้เสนอขอไม่ได้แนบข้อมูล/เอกสารหลักฐานที่จะนำมาสนับสนุนหรือยืนยันผลการรายงานดังกล่าวได้อย่างชัดเจน จึงทำให้ไม่สามารถให้คะแนนในข้อดังกล่าวได้ เช่น สายงานการสอน รายงานค่าทีเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนหลังเรียน อยู่ในระดับคุณภาพ 4
แต่ไม่ได้แนบหลักฐานผลการสอบนักเรียนก่อนเรียน-หลังเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน การคิดคำนวณค่าทีเฉลี่ยก่อนเรียน-หลังเรียน หรือเอกสาร/หลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง มาเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งสถานี ก.ค.ศ.ในฉบับหน้า สำนักงานจะได้นำเสนอตัวอย่างและปัญหาที่พบของสายงานบริหารสถานศึกษา ให้ผู้บริหารและเพื่อนครูได้รับทราบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเสนอขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะต่อไป แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ

ศิริพร กิจเกื้อกูล
เลขาธิการ ก.ค.ศ.

ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 18 มิ.ย. 2555

ความเคลื่อนไหว ว 5 (ดีเด่น เชิงประจักษ์)

ตามที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ตามเกณฑ์ ว 5/2554 ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุป คือ 1.หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าวใช้สำหรับการขอให้ข้าราชการครูฯมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ทุกสายงาน 2.ผู้ขอรับการประเมินต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานวิทยฐานะ มีภาระงานการสอนขั้นต่ำ/ภาระงานตามที่กำหนด ปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบในตำแหน่งนั้นย้อนหลัง 3 ปี และต้องมีผลงานดีเด่นฯที่เกิดจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ฯ โดยต้องเป็นผลงานประเภทใดประเภทหนึ่ง ดังนี้ 2.1 ผลงาน ดีเด่นที่ครูได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติหรือระดับนานาชาติภายในเวลา 3 ปี หรือ 2.2 ผลงานดีเด่นที่ส่วนราชการต้นสังกัดพิจารณาเห็นว่าเป็นผลงานที่มีคุณภาพเทียบเคียงกับผลงานที่ได้รับรางวัลระดับชาติขึ้นไป วิทยฐานะชำนาญการพิเศษไม่น้อยกว่า 2 รางวัล วิทยฐานะเชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 3 รางวัล และต้องมีผลการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานสอดคล้องกับผลงานที่ดีเด่นนั้น ทั้งนี้ ผลงานดีเด่นฯดังกล่าวต้องสอดคล้องกับสาขา/สาขาวิชา/กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เสนอด้วย 3.ผู้รับการประเมินต้องผ่านการประเมิน 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านที่ 2 ด้านความรู้ความสามารถ และด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) ผลการพัฒนาคุณภาพในการปฏิบัติงาน 2) ผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ และ 3) ผลการพัฒนางานตามข้อตกลงที่ทำไว้กับ ก.ค.ศ. 4. ก.ค.ศ. ตั้งคณะกรรมการประเมินมี 1 ชุด ประเมินทั้งด้านที่ 1 ด้านที่ 2 และด้านที่ 3 โดยจะไปประเมิน ณ สถานที่ปฏิบัติงานของผู้รับการประเมิน

ซึ่งส่วนราชการต่างๆ ได้เสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกฯให้เข้ารับการประเมินรวม 457 ราย และ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเฉพาะกิจเพื่อพิจารณากลั่นกรอง ตรวจสอบ และวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ได้รับการคัดเลือก และพิจารณาคำร้องคัดค้าน (ทำการแทน ก.ค.ศ.) ได้พิจารณาคุณสมบัติทุกรายแล้วปรากฏว่ามีผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด จำนวน 381 ราย แยกตามวิทยฐานะและสายงาน เป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวน 149 ราย สายงานการสอน 138 ราย และสายงานบริหารสถานศึกษา 11 ราย วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 232 ราย สายงานการสอน 98 ราย สายงานบริหารสถานศึกษา 127 ราย และสายงานบริหารการศึกษา 7 ราย โดยขณะนี้ ก.ค.ศ. ได้ประกาศตั้งคณะกรรมการฯแล้ว จำนวน 168 คณะและสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้จัดประชุมสัมมนาผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ประเมิน เพื่อชี้แจง เตรียมความพร้อม และซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินให้กับกรรมการประเมินดังกล่าวแล้ว ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ.จะได้เริ่มการประเมินตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป จึงขอให้ข้าราชการครูฯเตรียมข้อมูล/เอกสารหลักฐานให้พร้อม ทั้ง 3 ด้าน เพื่อรอรับการประเมิน โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้นำรายละเอียดตัวชี้วัดในการประเมินทั้ง 3 ด้าน ลงเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ค.ศ.แล้ว ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ http://203.146.15.33/webtcs/
อนึ่ง ก.ค.ศ. ในการประชุมเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ซึ่งมี ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็นประธาน ได้มีมติให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ดำเนินการในเรื่องหลักเกณฑ์ ว5/2554 ต่อไปเป็นรุ่นที่ 2 และขณะเดียวกัน ก็มีมติให้ผู้ที่มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด เมื่อผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งแล้วจะได้รับการแต่งตั้งให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะเมื่อสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้รับคำขอและเอกสารหลักฐานครบถ้วนจากต้นสังกัด สุดท้ายดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนข้าราชการครูฯทุกท่านที่มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์จะได้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการประเมินดังกล่าวนะคะ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ

ศิริพร กิจเกื้อกูล
เลขาธิการ ก.ค.ศ.

ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 4 มิ.ย. 2555

ความก้าวหน้าของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)

สถานี ก.ค.ศ.วันนี้ จะนำข่าวดีของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) มานำเสนอให้ทราบความเคลื่อนไหวของการผลักดันให้บุคลากรทางการศึกษากลุ่มนี้ได้รับความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ราชการยิ่งขึ้น โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามแจ้งยืนยันร่างกฎ ก.ค.ศ. การจัดประเภทตำแหน่ง ระดับตำแหน่ง การให้ได้รับเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่งของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) พ.ศ. .... ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แล้ว บัดนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแล้ว ซึ่งจะทำให้มีผลต่อตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ดังนี้ 

1.กำหนดประเภทตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ให้มี 2 ประเภท คือตำแหน่งประเภทวิชาการ และตำแหน่งประเภททั่วไป
2.กำหนดให้ตำแหน่งประเภททั่วไปมี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับปฏิบัติงาน ระดับชำนาญงาน และระดับอาวุโส กำหนดให้ตำแหน่งประเภทวิชาการ มี 4 ระดับ ได้แก่ ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ และระดับเชี่ยวชาญ
3.การให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งและกำหนดอัตราเงินประจำตำแหน่ง
ตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่งประเภทวิชาการ โดยกำหนดอัตราเงินประจำตำแหน่ง ดังนี้
ระดับชำนาญการ อัตรา 3,500 บาท โดยสายงานที่ได้รับเงินประจำตำแหน่ง ได้แก่ สายงานพยาบาลวิชาชีพ และ สายงานวิชาการคอมพิวเตอร์
ระดับชำนาญการพิเศษ อัตรา 5,600 บาท โดยสายงานที่ได้รับเงินประจำตำแหน่ง ได้แก่ สายงานพยาบาลวิชาชีพ และสายงานวิชาการคอมพิวเตอร์
ระดับเชี่ยวชาญ อัตรา 9,900 บาท โดยสายงานที่ได้รับเงินประจำตำแหน่ง ได้แก่ สายงานนิติการ สายงานวิเคราะห์นโยบายและแผน และสายงานวิชาการศึกษา
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการให้สำนักงาน ก.ค.ศ.เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยด่วน ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ.จะได้เร่งดำเนินการจัดทำร่างหลักเกณฑ์ และวิธีการกำหนดตำแหน่งนักวิชาการศึกษา นักวิเคราะห์นโยบายและแผน และนิติกร ระดับเชี่ยวชาญ สำหรับตำแหน่งประเภทวิชาการในสายงานอื่นๆ นั้น ก.ค.ศ.มี นโยบายที่จะให้สามารถเสนอขอกำหนดสายงานเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป จึงขอขอบคุณ ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้ผลักดันร่าง กฎ ก.ค.ศ.ดังกล่าว ให้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หลังจากที่ได้รอมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 จนมาเกิดผลสำเร็จใน ปี พ.ศ.2555
หวังว่าการดำเนินการในครั้งนี้ จะสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเพื่อนบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ในการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนในเขตพื้นที่การศึกษาทุกท่านนะคะ และในโอกาสต่อไป ก.ค.ศ.จะได้ผลักดันความก้าวหน้าในวิชาชีพให้เกิดแก่สายงานอื่นๆ ตามมาค่ะ

ศิริพร กิจเกื้อกูล
เลขาธิการ ก.ค.ศ.

ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 7 พ.ค.

 

http://hotsiam.com/tag-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0.html
http://rongjo.blogspot.com/2012/08/17.html
http://audit.obec.go.th/t_licence.pdf
http://saraban-law.cgd.go.th/easinetimage/inetdoc?id=show_CGD.W.21306_1_BCS_1_pdf
http://saraban-law.cgd.go.th/easinetimage/inetdoc?id=show_CGD.A.9279_1_BCS_1_pdf

 !    Lorem Ipsum

http://203.146.15.33/webtcs/files/165-55.pdf
http://hrd.obec.go.th/news/2555/nov/7560.PDF
http://hrd.obec.go.th/news/2555/nov/sket.pdf
http://hrd.obec.go.th/news/2555/nov/k1869.pdf